คำ ทั้งสามคำนี้ มีความหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งนำไปสู่การจัดการที่แตกต่างกัน ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่การ พัฒนาองค์กรในด้านของกระบวนการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ มากขึ้น แต่ก่อนอื่นอาจจะต้องทำความเข้าใจคำศัพท์ ภาษาอังกฤษให้ดีก่อน

       data = ข้อมูล 
ข้อมูล คือ ชุดของข้อเท็จจริงเชิงวัตถุสามารถมองเห็นได้ เมื่อใช้กับหน่วยงานราชการ คำว่าข้อมูลหมายถึง บันทึกกิจกรรมทางราชการ เช่น มีผู้มาติดต่อราชการ เพื่อ ขออนุญาต ขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ข้อมูล เราสามารถบอกได้ว่า ผู้ประกอบการจะผลิตอะไร มีส่วนประกอบอะไร สถานที่ผลิตตั้งอยู่ที่ไหน เลขทะเบียนที่ ได้รับ คือหมายเลขอะไร

       Information = สารสนเทศ
สารสนเทศ หมายถึง สาส์นชนิดหนึ่ง ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญจะประกอบด้วย ผู้ส่งสาส์นและผู้รับสาส์น ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสื่อหากัน เช่นต้องการเปลี่ยนแปลง ผู้รับสาส์น อาทิเช่น สารสนเทศ เรื่องสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นผลมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลการตรวจสถานที่ผลิตอาหาร และมีการให้คะแนนตามเกณฑ์มาตร ฐานที่ตั้งไว้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นสารสนเทศ ซึ่งสารสนเทศ จะเป็นส่วนของข้อมูลที่มีความสำคัญนั่นเอง

       Knowledge = ความรู้
ความ รู้ คือ กรอบของการประสมประสานระหว่าง ประสบการณ์ ค่านิยม และความรอบรู้บริบท และความรู้แจ้งอย่างช่ำชอง เป็นการประสมประสานที่ให้กรอบของ การประเมินค่า และการนำเอาประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ๆ มาผสมเข้าด้วยกัน

เรา อาจจะทำความเข้าใจง่ายๆ ดังนี้ ในแต่ละวันที่เราทำงาน จะเกิดข้อมูลใหม่ๆ ขึ้นทุกวัน ซึ่งข้อมูลที่เกิดขึ้นนี้ เราก็จะมีการจัดเก็บ ไว้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งเก็บไว้บนแผ่น กระดาษ และในคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบอิเลคทรอนิค (electronic data) เมื่อดำเนินงานไปเป็นเวลานานมากขึ้น นำข้อมูลมาสรุป ก็สามารถจะสรุปผลออกมาเป็นข้อมูลที่มี ความสำคัญ เช่น มีการจัดหมวดหมู่ ของประเภทอาหารที่ผลิต หรือถ้าเป็น สถานพยาบาลก็เป็นการจัดลำดับของการเจ็บป่วยของผู้มารับบริการอย่างนี้ เรียกว่า เริ่มจะเป็นสารสนเทศ แต่สิ่วสำคัญมากขึ้นมาอีกคือ ความรู้ (knowledge) ความรู้คืออะไร ความรู้เกิดขึ้นเมื่อใด จากสารสนเทศที่มีอยู่ สารสนเทศ เริ่มเมื่อ แต่ละปี การเกิดโรค แตกต่างกัน การแก้ไขปัญหา ด้วนวิธีการเดิมไม่ได้ผล คนในหน่วยงานเริ่มเรียนรู้วิธีการทำงานใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหา เมื่อนั้นเป็นการเริ่มเกิดความรู้ขึ้น

       ปัญหาในเรื่องนี้คือ อะไร
ปัญหา อยู่ที่วันนี้หลายๆ หน่วยงานเวลาประชุมกรรมการข้อมูลข่าวสาร เนื้อหาในการประชุม คือเรื่องของ ข้อมูล พูดง่ายๆ ก็คือ เอาตัวเลขมาประชุม ครั้งต่อมาก็เอาตัวเลข มาประชุม อีก ไปไม่ถึงสารสนเทศเลยสักครั้ง แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ การพัฒนาสารสนเทศของหน่วยงานหลายๆ แห่ง กลับไปสนใจที่เทคโนโลยี (Information Technology) มีการลงทุนอย่างขนานใหญ่ ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในสำนักงาน แต่ระบบสารสนเทศ(Information System) กลับไม่ไปไหนมาไหน ดังนั้น แล้ว วันนี้เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องของสารสนเทศให้มากขึ้น ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะตกเป็นทาสของเทคโนโลยี จนไม่สามารถถอนตัวได้ เรียกว่า ทำงานไม่เป็นเลยในวันที่ ไฟดับ เพราะเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานไม่ได้
ทางออก ของการแก้ปัญหาในเรื่องสารสนเทศ อยู่ที่ การวิเคราะห์ระบบ การวิเคราะห์สภาพปัญหาขององค์กร เพื่อให้มองเห็นภาพองค์กร ที่สำคัญ เอาประชาชน เป็นตัวตั้ง โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ จะต้องเอาประชาชน ตั้งไว้เป็นเป้าหมาย สารสนเทศที่ต้องการพัฒนา ก็คือ สารสนเทศที่ประชาชน จะได้ประโยชน์สูงสุดนั่นเอง ไม่ใช่ สารสนเทศ ที่ผู้บริหารได้ประโยชน์
อีก อย่างหนึ่งการลงทุนควรจะหันไปให้ความสำคัญกับการลงทุนทางด้านบุคคล (people ware) ส่งคนในหน่วยงานไปอบรมเพิ่มความรู้ เรื่องสารสนเทศ ให้มากขึ้น จัดให้มีเวทีการประชุม ด้านสารสนเทศ อย่างเปิดกว้าง ให้มีการนำเสนอผลงานการพัฒนาสารสนเทศขององค์กร อย่างต่อเนื่อง

       ความรู้สำคัญ แต่ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญ
การ จะจัดการกับสารสนเทศที่มีขององค์กร อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องอาศัยองค์ความรู้ (knowledge) เข้ามาจัดการ ดังนั้น ความรู้ จึงจะต้องหามา แล้วจะหามา จากไหน หลายหน่วยงานใช้วิธีการจ้างบุคคลภายนอกมาให้ความรู้ นานเข้านานเข้าไม่มีงบประมาณก็เลิกจ้าง การพัฒนาก็ไม่ต่อเนื่อง
สิ่ง ที่องค์กรต่างๆ ไม่เคยทำ หรือให้ความสำคัญน้อยก็คือ ความรู้ที่มีอยู่ในบุคลากร ภายในองค์กร ไม่ค่อยได้ถูกนำออกมาใช้ เริ่มจาก เรื่องบางอย่างคนในองค์กร น่าจะพัฒนา หรือเป็นวิทยากรเองได้ แต่กลับไม่ใช้งานคนในองค์กร กำลังใจในการพัฒนางานก็ไม่มี นี่หละคือ เรื่องของสมองไหล ที่เคยฮิตกัน
ทุกปีที่เราทำงาน เราเกิดความรู้ใหม่ขึ้นตลอดเวลา คำถามมีอยู่ว่า ความรู้ที่แต่ละคนในองค์กรได้รับหายไปไหน ทำไมทุกครั้งที่จะแก้ปัญหา เดิมๆ เราต้องประชุม ระดมสมอง กันใหม่ตลอด คำตอบก็คือ วันนี้ เราต้องมาคุยกันอย่างจริงๆ จังๆ ในเรื่องของการจัดการความรู้ (Knowledge Management) จัดเก็บ รวบรวม ประมวลผล นำเสนอ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข พัฒนาระบบ การนำเสนอ การใช้ข้อมูลข่าวสารร่วมกัน นี่คือ เรื่องของการจัดการความรู้
วันนี้เรืองของการจัดการความรู้บ้าน เมืองอื่นเขาให้ความสำคัญกันมาก แต่หน่วยงานในบ้านเรา ประเทศไทย ยังไม่ไปถึงไหน ยังคุยกันในวงแคบ วิธีคิดต่างๆ ก็แคบๆ ไม่ไปไหนมาไหน ท่านที่สนใจในเรื่องนี้ มีเว็บไซต์ ในอินเตอร์เนต จำนวนมากที่เขาเตรียมข้อมูลไว้ให้ศึกษา ลองเข้าไปตาม search engine แล้ว key คำว่า KM หรือ Knowledge Management รับรองท่านจะได้ที่อยู่เว็บไซต์ จำนวนมาก แทบจะอ่านไม่หมด
ที่เขียนเรื่องนี้ให้ทุกท่านอ่านก็ เพื่อจะได้เข้าใจได้ถูกต้องถึงสิ่งที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่ จะได้ปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่เหมาะสมได้ เช่น หน่วยงานไหนที่ยังวนอยู่กับข้อมูล ก็จะต้องเริ่มมองหาวิธีหารคิด สารสนเทศ ใคร ยังไม่เคยว่าเรื่องของการจัดการความรู้ก็จะต้องดำเนินการได้แล้ว

ที่มาhttp://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/page44.htm

วัตถุประสงค์
1.อธิบายความหมายและความแตกต่างของข้อมูล สารสนเทศ และความรู้
2.อธิบายลักษณะของข้อมูลที่ดี
3.อธิบายลักษณะการจัดเก็บข้อมูล
4.อธิบายจริยธรรมในการใช้ข้อมูล

1. ตรวจสอบอาการเสียของเครื่องจากเสียง Beep Code
ทุก ๆ ครั้งที่คุณเปิดใช้งานเครื่องครั้งแรก ก็จะได้ยินเสียง ปี๊ป ดังสั้น ๆ 1 ครั้ง แล้วเครื่องก็จะทำงานต่อตามปกติ แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณได้ยินสียงมากกว่า 1 ครั้ง หรือมีเสียงดังยาว ๆ จากนั้นเครื่องก็หยุดนิ่ง ก็ทำใจไว้ได้เลยว่าเครื่องของคุณมีปัญหาแล้ว เมื่อคุณเจออาการแบบนี้ให้รีบปิดเครื่องทันที เพราะตราบใดที่เครื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะไม่สามารถใช้งานเครื่องได้จนกว่าจะแก้ปัญหาเสียก่อน เสียงปี๊ปที่เราได้ยินนี้จะถูกเรียกว่า Beep Code ซึ่งจะมีจำนวนครั้งไม่เท่ากัน และมีเสียงดังสั้นบ้างยาวบ้าง ลักษณะของเสียงที่แตกต่างกันนี้เองที่บอกเราว่า อุปกรณ์ชิ้นไหนมีปัญหา ดังนั้นถ้าเจอปัญหาลักษณะนี้ก็ต้องลองฟังให้ดีว่า ดังกี่ครั้ง สั้นยาวแบบไหน แล้วนำไปเทียบดูในตารางไบอสตามยี่ห้อของไบออส เพื่อจะรุ้ว่าอะไรคือต้นเหตุ แล้วจะได้หาทงแก้ไขต่อไป

2. ตรวจสอบอาการเสียของเครื่องโดยดูจากข้อความที่แจ้งบนหน้าจอ
การแจ้งปัญหาหรือความผิดปกติที่เครื่องตรวจพบด้วยข้อความบนหน้าจอ ซึ่งเราเรียกว่า Message Error นับป็นการแจ้งปัญหาอีกแบบหนึ่งที่มีประโยชน์ เพราะเราสามรถรู้ปัญหาได้ทันทีว่าอปกรณ์ตัวไหนทำงานผิดปกติ หรือไม่ก็รู้ว่าการทำงานส่วนใดมีปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางในการแก้ปัญหาที่ง่ายขึ่น ตัวอย่างของข้อความที่ปรากฎให้เห็นบนหน้าจอบ่อย ๆ อย่างเช่น
CMOS checksum Error
CMOS BATTERY State Low
HDD Controller Failure
Diskplay switch not proper
ดังนั้นถ้าคุณพบว่าเครื่องได้แจ้งปัญหาให้ทราบก็ให้รับหาทางแก้ไขโดยด่วน แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ก็ให้จดข้อความบนหน้าจอไว้ เพื่อเอาไว้สอบถามผู้ที่สามารถให้คำแนะนำได้หรือเอาไวให้ช่างที่ร้านซ่อมดู ก็ได้ เพื่อให้การตรวจซ่อมทำได้เร็วขึ้น

3. ตรวจสอบอาการเสียโดยดูจากความผิดปกติของเครื่องที่สามารถสังเกตุ
วิธีนี้คงต้องใช้ทักษะ ความรู้ และความชำนาญมากกว่า 2 แบบแรก เพราะจะเป็นอาการที่เครื่องไม่ได้มีอะไรแจ้งให้เราทราบเลยว่าอุปกรณ์ชิ้นไหน มีปัญหาหรือเสียหาย มีแต่ความผิดปกติที่เราสามารถสังเกตุได้ทางกายภาพ อย่างเช่น เปิดสวิตซ์แล้วไฟไม่ติด , เสียบปลั๊กแล้วเครื่องก็เปิดทันที , เปิดใช้เครื่องได้ไม่ถึง 5 นาที ระบบก็ล่ม เป็นต้น จะเห็นว่าอาการดังกล่าวนี้เครื่องไม่ได้แจ้งอะไรให้เราทราบเลยนอกจากอาการ ผิดปกติที่เรารับรู้ได้ ดังนั้นในการแก้ปัญหาในลักษณะนี้จึงจะต้องอาศัยผู้ที่มีประสบการณ์หรือช่าง ผู้ชำนาญ จึงจะสามารถวิเคราะห์ตรวบสอบ และทำการซ่อมแซมแก้ปัญหาได้

4. ตรวจสอบอาการเสียที่เราสามารถระบุอุปกรณ์ได้เลย
ปัญหาแบบนี้จะเป็นกับอุปกรณ์ที่เราใช้อยุ่เป็นประจำแต่ถ้าอยุ่ ๆ ไม่สามารถทำงาน หรือทำงานได้ไม่ดี เราก็รู้ได้ทันทีว่าอะไรเสีย อย่างเช่น ไดรว์ซีดีรอมไม่ทำงาน ภาพบนจอสั่นหรือกระพริบ ไดรว์ A ไม่ยอมอ่านแผ่น เป็นต้น จะเห็นว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของอุปกรณ์ชิ้นนั้น ๆ โดยตรง การตรวจสอบหรือตรวจเช็คจึงทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือน 3 แบบที่ผ่านมา

5. ตรวจสอบอาการเสียที่เกิดจากการอัพเกรดอุปกรณ์ ไปจนถึงการปรับแต่งเครื่อง
สิ่งที่ทำให้เครื่องเกิดปัญหาอีกอย่างก็คือ การเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนหรือปรับแต่งอุปกรณ์บางตัวก็ทำไห้เกิดปัญหาได้อีกเหมือนกัน เช่น อัพเกรดแรมแล้วเครื่องแฮงค์ Overclock ซีพียูจนไหม้ , ปรับ BOIS แล้วเครื่องรวน เป็นต้น จะเห็นว่าในสภาพเครื่องก่อนกระทำใด ๆ ยังทำงานได้ปกติอยุ่ แต่หลังจากที่มีการอัพเกรดหรือปรับแต่งเครื่องแล้วก็มีปัญหาตามมาทันที แล้วคุณจะทำอย่างไร ????? บีคอมมีคำตอบให้คุณ

ที่มา :: http://www.pccomservices.com/%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%AD

วัตถุประสงค์
1. อธิบายหลักการแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์
2. วิเคราะห์และกำกำหนดรายละเอียดของปัญหา
3. ใช้ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์และเครื่องมือต่างๆในการแก้ปัญหา
4. ประยุคต์หลักการไปใช้แก้ปัญหาในรูปแบบที่แตกต่างกัน

อินเทอร์เน็ต (Internet) หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์นานาชาติ ที่มีสายตรงเชื่อมต่อไปยังสถาบันหรือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก. ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทางอีเมล์ สามารถสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ รวมทั้งคัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมมาใช้ได้. อย่างไรก็ตาม มีผู้เปรียบเทียบว่า อินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนทางหลวงระหว่างประเทศ แต่ละประเทศจะต้องมีถนนเข้ามาเชื่อมต่อเข้าไปในประเทศ กล่าวคือ จะต้องมีเครือข่ายภายในรับช่วงต่ออีกทอดหนึ่ง (เช่น เครือข่ายภายในมหาวิทยาลัย, องค์กร หรือเครือข่ายของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต) มิฉะนั้นก็จะใช้ไม่ได้ผล

เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web)

เวิลด์ไวด์เว็บ นิยมเรียกสั้นๆ ว่าเว็บ หรือ WWW ถือเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดบนอินเทอร์เน็ตเพราะ
สามารถแสดงสารสนเทศต่างๆ ได้หลากหลาย เช่น นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ข้อมูลด้านดนตรี
กีฬา การศึกษา ซึ่งสามารถนำเสนอได้ทั้งภาพ เสียง รวมถึงภาพเคลื่อนไหว เช่นแฟ้มภาพวีดิทัศน์หรือตัวอย่าง
ภาพยนตร์ และการสืบค้นสารสนเทศในเวิลด์ไวด์เว็บนั้นจำเป็นต้องอาศัยโปรแกรมค้นดูเว็บ (web browser)
ในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล โดยที่เว็บกับโปรแกรมค้นผ่านจะทำหน้าที่รวบรวมและกระจายเอกสารที่เครือข่าย
ที่ทำไว้

เกตส์ (Gates, 1995) ได้กล่าวถึงเว็บไว้ว่า นอกเหนือจากการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และการแลก
เปลี่ยนเอกสารกันแล้ว อินเทอร์เน็ตยังสนับสนุนสืบค้นข้อมูล อันเป็นโปรแกรมการใช้งานที่ได้รับความนิยม
มากที่สุดแบบหนึ่งนั่นคือเวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งหมายถึงเครื่องบริการเว็บที่ต่อเชื่อมเข้ากับอินเทอร์เน็ตโดยมี
ข่าวสารเป็นภาพกราฟิก เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องบริการเว็บประเภทนั้น จอภาพจะปรากฏข่าวสารพร้อมด้วย
การเชื่อมโยง เมื่อเลื่อนเมาส์ไปคลิกที่จุดเชื่อมโยงใดๆ ก็จะเป็นการเปิดไปสู่อีกหน้าหนึ่งที่มีข่าวสารเพิ่มเติม
พร้อมทั้งการเชื่อมโยงจุดใหม่อื่นๆ ซึ่งข่าวสารหน้าใหม่นี้อาจจะอยู่ในเครื่องบริการเว็บเดียวกันหรืออาจเป็น
เครื่องบริการเว็บอื่นๆ ในอินเทอร์เน็ต

กิดานันท์ มลิทอง (2540) ได้กล่าวถึงเวิลด์ไวด์เว็บว่า เป็นบริการสืบค้นสารสนเทศที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต
ในระบบข้อความหลายมิติ (hypertext) โดยคลิกที่จุดเชื่อมโยง เพื่อเสนอหน้าเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
สารสนเทศที่นำเสนอจะมีรูปแบบทั้งในลักษณะของตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง การเข้าสู่ระบบ
เว็บจะต้องใช้โปรแกรมทำงานซึ่งโปรแกรมที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ได้แก่ เน็ตสเคป นาวิเกเตอร์ (Netscape
Navigator), อินเทอร์เน็ต เอ็กซพลอเรอร์ (Internet Explorer) มอเซอิก (Mosaic) โปรแกรมเหล่านี้ช่วย
ให้การใช้เว็บในอินเทอร์เน็ตเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น

ความเป็นมาของเวิลด์ไวด์เว็บ

ปี พ.ศ.2533 นักวิทยาศาสตร์จากห้องทดลองของสถาบันเซิร์น (CERN) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการฟิสิกส์
แห่งยุโรป ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือ ทิม เบิร์นเนอร์ส-ลี (Tim Berners-Lee) ได้สร้างระบบ
การสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่าไฮเพอร์เท็กซ์ (hypertext) ซึ่งผลที่ได้
ทำให้มีการสร้างโพรโทคอลแบบ HTTP (Hypertext Transport Protocol) ขึ้น เพื่อใช้ในการส่งสาร
สนเทศต่างๆ โดยจะถูกจัดอยู่ในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า HTML (HyperText Markp Language) ซึ่งการ
สื่อสารและการสืบค้นสารสนเทศในรูปแบบใหม่นี้ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วใน
ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ และเสียง (จิตเกษม พัฒนาศิริ, 2540)

จากการวิจัยดังกล่าว ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นและสร้างสรรค์รูปแบบเพื่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นตัวเชื่อมโยง ทำให้เวิลด์ไวด์เว็บกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้การติดต่อสื่อสาร
และการนำเสนอผ่านเครือข่ายทิ่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้วในขณะนี้

เว็บไซต์ เว็บเพจและโฮมเพจ

เว็บไซต์ เว็บเพจและโฮมเพจ ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเว็บ เนื่องจากเมื่อเข้าไปในเว็บแล้ว
สารสนเทศหรือข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการสืบค้นก็คือหน้าของเอกสารที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งรายละเอียด
ของแต่ละส่วนมีดังนี้

เว็บไซต์ (Web site)

ปิยวิท เจนกิจจาไพบูลย์ (2540) ได้กล่าวว่า เว็บไซต์ ถูกเรียกเป็นตำแหน่งที่อยู่ของผู้ที่มีเว็บเพจเป็น
ของตัวเองบนระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้จากการลงทะเบียนกับผู้ให้บริการเช่าพื้นที่บนระบบอินเทอร์เน็ต
เมื่อลงทะเบียนในชื่อที่ต้องการแล้ว ก็สามารถจัดทำเว็บเพจและส่งให้ศูนย์บริการนำขึ้นไปไว้บนอินเทอร์เน็ต
ซึ่งถือว่ามีเว็บไซต์เป็นของตนเองแล้ว และเว็บไซต์ก็คือแหล่งที่รวบรวมเว็บเพจจำนวนมากมายหลายหน้า
ในเรื่องเดียวกันมารวมอยู่ด้วยกัน แต่สิ่งหนึ่งในการเสนอเรื่องราวที่อยู่บนเว็บไซต์ที่แตกต่างไปจากโปรแกรม
โทรทัศน์ เนื้อหาในนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ เนื่องจากการทำงานบนเว็บจะไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งนี้เนื่องจากเรา
สามารถเปลี่ยนแปลงและเพิ่มสารสนเทศบนเว็บไซต์ได้ตลอดเวลา และแต่ละเว็บเพจจะมีการเชื่อมโยง
กันภายในเว็บไซต์หรือไปยังเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถอ่านได้ในเวลาอันรวดเร็ว (กิดานันท์ มลิทอง,
2542)

นิรุธ อำนวยศิลป์ (2542) กล่าวถึงเว็บไซต์ว่า เป็นชื่อเรียก Host หรือ Server ที่ได้จดทะเบียนอยู่ใน
เวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งก็คือชื่อชื่อ Host ที่ถูกกำหนดให้มีชื่อในเวิลด์ไวด์เว็บ และขึ้นต้นด้วย http และมีโดเมน
หรือนามสกุลเป็น .com, .net, .org หรืออื่นๆ

เว็บเพจ (Web page)

สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ
คอมพิวเตอร์แห่งชาติ (2540) ได้ให้ความหมายของเว็บเพจไว้ดังนี้ เว็บเพจ คือหน้าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
บนเว็บ ที่เจ้าของเว็บเพจ ต้องการจะใส่ลงไปในหน้าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์นั้น เช่น ข้อมูลแนะนำตัวเอง
ซึ่งอาจเป็นบุคคลหรือองค์กรที่ต้องการให้ผู้อื่นได้ทราบ หรือข้อมูลที่น่าสนใจ เป็นต้น โดยที่ข้อมูลที่แสดง
เป็นได้ทั้งข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวและข้อมูลที่นำเสนอสามารถเชื่อมโยงในรูปของ
ไฮเพอร์เท็กซ์ คือ เชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่นที่จะให้ข้อมูลนั้นๆ ในระดับลึกลงไปได้เรื่อยๆและเว็บเพจจะ
ต้องมีที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่ายเฉพาะของตน ซึ่งแหล่งที่อยู่นี้เรียกว่า URL (Uniform Resource
Locator)

ผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายช่วยสืบค้น  แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เป็นอย่างยิ่ง  แม้จะมีข้อดีอยู่มาก  แต่เทคโนโลยีก็ต้องมีข้อจำกัดและมีผลกระทบต่อผู้ใช้ในหลายลักษณะ เช่น

1.  ข้อมูลเท็จ  ข้อมูลบิดเบือนที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว  ทำให้ผู้รับสารที่ขาดวิจารณญาณหลงเชื่อ

2.  การเสนอขายสินค้าผิดกฎหมาย  ขายบริการทางเพศที่แอบแฝงอยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

3.  โฆษณาชวนเชื่อของมิจฉาชีพทำให้ผู้รับสารไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

4.  เป็นโรคติดอินเทอร์เน็ต (Webaholic)  ซึ่งเป็นอาการทางจิตประเภทหนึ่ง

5.  มีปัญหาสุขภาพ  ส่งผลเสียต่อระบบของร่างกายทั้งการกิจ  การขับถ่าย  การนอน  และการออกกำลังกาย

6.  ทำให้ขาดสังคม  ขาดสัมพันธภาพที่ดีต่อคนรอบข้างและสังคม

สื่ออินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญมากในการสืบค้นข้อมูลและติดต่อสื่อสาร  เนื่องจากปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก  ส่งผลให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา  แม้อินเทอร์เน็ตจะมีบทบาทสำคัญมาก  แต่ผู้ใช้เองก็ต้องรู้จักวิเคราะห์และประเมินข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้ถี่ถ้วนเพื่อที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในชีวิตประจำวัน

แหล่งอ้างอิงhttp://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=3072

ชนิดของเครือข่าย

Posted: กรกฎาคม 22, 2012 in บทที่4
    1. •เครือข่ายบริเวณเฉพาะที่หรือแลน (Local area network)
      1. –เครือข่ายเฉพาะที่ภายในบ้าน (Home network)
        1. •WLAN
    2. •เครือข่ายบริเวณนครหลวงหรือแมน(Metropolitan                                                            area network)
    3. •เครือข่ายบริเวณกว้างหรือแวน (Wide area network)
  1. สถาปัตยกรรมเครือข่าย
    1. สถาปัตยกรรมเครือข่าย (network architecture)  เป็นการอธิบายเกี่ยวกับ
      1. •โครงร่างเครือข่ายแบบต่างๆ
      2. •วิธีการเชื่อมต่อเครือข่าย
      3. •ลักษณะการใช้งานเครือข่าย
      4. •การแลกเปลี่ยนทรัพยากรต่างๆ
  2. สามารถแบ่งออกได้ 4 แบบ ตามรูปแบบของการเชื่อมต่อหรือที่เรียกว่า โทโพโลยี (topology)

  1. •แบบดาว     Star
  2. •แบบบัส      Bus
  3. •แบบวงแหวน Ring
  4. •แบบลำดับชั้น Hierarchical

โทโพโลยีแบบดาว

    1. •การนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่งหรืออุปกรณ์ต่อพ่วงเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ส่วนกลาง
    2. •การสื่อสารทำได้โดยการขนส่งข้อมูลเข้าออกไปยังส่วนกลาง ซึ่งจะถูกควบ คุมโดยการหยั่งสัญญาณ (polling)นั่นคือแต่ละอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือ ข่ายจะมีการถาม หรือการหยั่งสัญญาณว่ามีเครื่องหนึ่งเครื่องใดส่งสัญญาณอยู่ ในระบบหรือไม่

โทโพโลยีแบบบัส

    1. •คือการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันบนสายเส้นเดียวกันตลอดทั้ง สายสัญญาณ  การส่งข้อมูลจะผ่านไปในสายที่เชื่อมต่อที่เรียกว่าบัส (BUS)
    2. • ข้อมูลที่ส่งผ่านไปในบัส จะถูกตรวจสอบโดยอุปกรณ์แผ่นวงจรเครือข่ายที่ ติดอยู่ที่คอมพิวเตอร์แต่ละตัวว่าเป็นข้อมูลของตนเองหรือไม่ ถ้าใช่ก็สามารถ เปิดดูข้อมูลนั้นได้

โทโพโลยีแบบวงแหวน

    1. •จะมีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นวงกลม
    2. •ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์บริการไฟล์หรือคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลาง

โทโพโลยีแบบลำดับชั้น

    1. •ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์หลายเครื่องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางคล้ายกับเครือข่ายแบบดาว
    2. •คอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่อยู่สูงที่สุดของชั้นจะเป็นเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ ชั้นล่างของเมนเฟรมอาจจะเป็นมินิคอมพิวเตอร์ และชั้นล่างสุดอาจจะเป็นไมโคร คอมพิวเตอร์

ลักษณะการใช้งานระบบเครือข่าย

    1. •สามารถแบ่งลักษณะการใช้งานระบบเครือข่ายได้ดังนี้
      1. –ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ปลายทาง (Terminal)
      2. –ระบบเครือข่ายแบบรับ-ให้บริการ (Client/Server)
      3. –ระบบเครือข่ายแบบโหนดจุด
      4.    (Peer-to-peer)
  1. อินเทอร์เน็ตสำหรับองค์กร
    1. •อินทราเน็ต (Intranet)
      1. –จะต้องมีรหัสบัญชีผู้ใช้
      2. –ใช้งานเฉพาะภายในองค์กร
    2. •เอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet)
      1. –ใช้งานเฉพาะภายในองค์กร และ สามารถกำหนดสิทธิให้เข้าถึงองค์กรอื่นได้
    3. •ไฟร์วอลล์ (Firewall)
      1. –เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย ทั้งจากภายนอกและภายในเครือข่ายแหล่งอ้างอิงhttp://theo-srv.acs.ac.th/~25448/25448/Computer_Assignment/Entries/2009/9/12_1.html

ช่องทางสื่อสาร

Posted: กรกฎาคม 22, 2012 in บทที่4

ประเภทของการเชื่อมต่อมี2ประเภท

    1. •การเชื่อมต่อแบบมีสาย
    2. •การเชื่อมต่อแบบไร้สาย
  1. การเชื่อมต่อแบบมีสาย
    1. •สายคู่ตีเกลียวหรือสายโทรศัพท์ (Telephone line)
    2. •สายโคแอกเชียล (Coaxial cable)
    3. •สายเส้นใยนำแสง (Fiber-optic cable)
  2. การเชื่อมต่อแบบไร้สาย
    1. •อินฟราเรด (Infrared)
    2. •สัญญาณวิทยุ (Broadcast radio)
      1. –Wi-FI (wireless fidelity) หรือ 802.11
    3. •ไมโครเวฟ (Microwave)
    4. •ดาวเทียม (Satellite)
      1. –GPS
    5. •บลูทูธ (Bluetooth)
  3. อุปกรณ์เชื่อมต่อ

    โมเด็ม (MODEM) เป็นอุปกรณ์ในการแปลงสัญญาณ ย่อมาจากโมดูเลชัน-ดีโมดูเลชัน (Modulation Demodulation)

    1. – โมดูเลชัน (modulation) หมายถึง กระบวนการในการเปลี่ยนสัญญาณดิจิทัลเป็นแอนะล็อก
    2. –  ดีโมดูเลชัน (demodulation) เป็นกระบวนการเปลี่ยนสัญญาณแอนะล็อกเป็นสัญญาณดิจิทัล

    ชนิดของโมเด็ม

        1. –โมเด็มแบบภายนอก (External)
        2. –โมเด็มแบบภายใน (Internal)
        3. –โมเด็มแบบพีซีการ์ด (PC Card)
        4. –โมเด็มแบบไร้สาย (Wireless)
    1. ชนิดของการเชื่อมต่อ
      1. •หมุนโทรศัพท์ (Dial-up)
      2. •ดีเอสแอล (Digital Subscriber Line : DSL) หรือ เอดีเอสแอล (Asymmetric Digital Subscriber Line : DSL)
      3. •เคเบิลโมเด็ม (Cable modem)
      4. •ดาวเทียม (Satellite/air connection service)
      5. •เซลลูล่าร์  (Cellular service)
    2. การขนส่งข้อมูล

    การขนส่งข้อมูล คือ การขนส่งข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งข้อมูลอาจจะอยู่ในรูปของไฟล์ ภาพ เสียง หรือตัว

    อักษร

    แบนด์วิดท์

      1.   แบนด์วิดท์ (bandwidth) เป็นการวัดความจุของช่องทางสื่อสาร  ซึ่ง ประสิทธิภาพของการส่งจะขึ้นอยู่กับการส่งผ่านข้อมูลในช่องสัญญาณว่าสามารถ ส่งได้มากน้อยเพียงใดต่อหน่วยเวลา
    1. ชนิดของแบนด์วิดท์
          1. •วอยซ์แบนด์ (voice band)
          2. •มีเดียมแบนด์ (medium band)
          3. •บรอดแบนด์ (broadband)
    2. โพรโทคอล
      1.      โพรโทคอล (Protocol) เป็นข้อตกลงสำหรับการรับส่งข้อมูลในระบบสื่อ สาร ซึ่งมีอยู่หลายชนิด แต่โพรโทคอลที่ใช้งานในระบบอินเทอร์เน็ต คือ TCP/IP (Transmission control protocol/Internet protocol) โดยจะทำหน้าที่เกี่ยวกับ
        1. –การระบุอุปกรณ์รับและส่งข้อมูล
        2. –การเปลี่ยนรูปแบบข้อมูลระหว่างการรับและส่งข้อมูล
    3. เครือข่ายคอมพิวเตอร์
      1. เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเพื่อแลกเปลี่ยนสารสนเทศและใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ร่วมกัน
      2. คำศัพท์เฉพาะที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์

      3. •โหนด (node)
      4. •ไคลแอนต์ (client) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์รับบริการ
      5. •เซิร์ฟเวอร์ (server ) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ให้บริการ
      6. •ฮับ ( hub)
      7. •การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย  (Network Interface Card : NIC)
      8. •ระบบปฏิบัติการเครือข่าย (Network Operating System : NOS)
      1. •การประมวลผลแบบกระจาย (distributed processing)
      2. •คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (host computer)
      3. •ผู้ดูแลเครือข่าย  (network manager)